โรงงานน้ำยาปรับผ้านุ่ม HABYCARE จำหน่ายน้ำยาปรับผ้านุ่มราคาส่ง น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น จำหน่ายในราคาส่ง รับผลิดแบรนด์ของลูกค้า OEM รับตัวแทนจำหน่าย

    ข่าวสาร / บทความ


    รัฐบาลช่วยลูกจ้างเดอะวันประกันภัย รับเงินสงเคราะห์เพิ่มกว่า 2 ล้านบาท

    นายกรัฐมนตรีกำชับรมว.แรงงาน ช่วยเหลืออดีตลูกจ้าง บมจ. เดอะ วัน ประกันภัยให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย พร้อมจ่ายเงินสงเคราะห์ กรณีนอกจากค่าชดเชยให้กับลูกจ้างจำนวน 340 คน รวม 2,346,769.26 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกจ้าง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงานได้แสดงความห่วงใยถึงอดีตลูกจ้างบริษัท เดอะ วัน ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เนื่องจากบริษัทฯ ได้ปิดกิจการส่งผลให้ลูกจ้างตกงานทันที และได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีพ จึงสั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเข้าช่วยเหลือลูกจ้างให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้จ่ายเงินสงเคราะห์ลูกจ้างแล้วเป็นจำนวนเงิน 5,027,890 บาท และในวันที่ 31 มีนาคม 2565 คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้มีมติเห็นชอบในการจ่ายเงินสงเคราะห์ กรณีอื่นนอกจากค่าชดเชย เพิ่มให้แก่อดีตลูกจ้างบริษัทดังกล่าวจำนวน 340 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,346,769.26 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งลูกจ้างจะได้รับเงินสงเคราะห์ภายในเดือนเมษายนนี้ นายนิยม สองแก้ว อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกล่าวเพิ่มเติมว่า ลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพิ่ม เป็นกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยหรือเงินอื่น แต่นายจ้างไม่มีการจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้าง โดยลูกจ้างต้องมายื่นขอรับเงินกองทุนสงเคราะห์ฯ ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด ทั้งนี้ กสร.จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่อไป หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสายด่วนโทร 1506 กด 3 หรือ 1546 และทางสื่อออนไลน์ของกรมทุกช่องทาง

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 18/04/2022 16:20:29

    เช็กที่นี่ ! ม.33-39-40 ติดโควิด ใช้ประกันสังคมรักษา-รับเงินชดเชยเท่าไร ?

    หากติดเชื้อโควิด-19 สำนักงานประกันสังคมพร้อมช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลและชดเชยผู้ประกันตนทุกมาตรา วันที่ 18 เมษายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เผยรายละเอียดช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ติดเชื้อโควิด-19 โดยครอบคลุมการรักษาของผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 รวมทั้งการจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ให้แก่ผู้ประกันตนทุกมาตรา จ่ายค่ารักษา มาตรา 33 และ 39 ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 จะได้รับการช่วยเหลือครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลทางการแพทย์ประเภทผู้ป่วยใน โดย สปส.จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลกับทางโรงพยาบาลตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 40 การรักษาพยาบาลใช้สิทธิของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รายละเอียดค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 มีดังนี้ – ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ – ค่าดูแลการให้บริการผู้ประกันตน (ค่าอาหาร 3 มื้อ การติดตามอาการ และการให้คำปรึกษา) – ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจนในเลือด และอุปกรณ์อื่น ๆ – ค่ายาที่ใช้รักษา – ค่าพาหนะเพื่อรับหรือส่งต่อผู้ป่วยระหว่างที่พัก โรงพาบาลสนาม และสถานพยาบาล -– ค่าบริการเอกซเรย์ (x-ray) และค่าออกซิเจน ตามดุลพินิจของแพทย์ ค่าทดแทนขาดรายได้ จ่ายทุกมาตรา สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 – กรณีลาป่วย 30 วันแรกจะได้รับค่าจ้างจากนายจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน – กรณีจำเป็นต้องหยุดพักรักษาตัวนานเกินกว่า 30 วัน สามารถเบิกสิทธิประโยชน์กรณีขาดรายได้จากสำนักงานประกันสังคมตั้งแต่วันที่ 31 ของการลาป่วย โดยรับเงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้าง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ตามใบรับรองแพทย์ ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน หากป่วยเรื้อรังได้รับไม่เกิน 365 วัน สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 39 – ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 50 โดยคำนวณจากฐานค่าจ้างอยู่ที่จำนวน 4,800 บาท ตามใบรับรองแพทย์ ครั้งละไม่เกิน 90 วันปีละไม่เกิน 180 วัน ยกเว้นได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคเรื้อรัง จะสามารถได้เงินทดแทน ไม่เกิน 365 วัน – ต้องมีการส่งเงินสมทบ 3 เดือน ภายใน 15 เดือน ก่อนวันเข้ารับการบริการทางการแพทย์ สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้รับเงินทดแทนตามทางเลือก ดังนี้ 1. เงินทดแทนการขาดรายได้วันละ 300 บาท กรณีรับการรักษาประเภทผู้ป่วยในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม และ Hospitel ตั้งแต่ 1 วันขึ้นไปแต่ไม่เกิน 30 วัน/ปี (สำหรับทางเลือกที่ 1 และ 2) และไม่เกิน 90 วัน/ปี (สำหรับทางเลือกที่ 3) 2. เงินทดแทนการขาดรายได้วันละ 200 บาท กรณีแพทย์ให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน ตั้งแต่ 3 วันขึ้นไปแต่ไม่เกิน 30 วัน/ปี (สำหรับทางเลือกที่ 1 และ 2) และไม่เกิน 90 วัน/ปี (สำหรับทางเลือกที่ 3) 3. เงินทดแทนการขาดรายได้ครั้งละ 50 บาท ไม่เกิน 3 ครั้ง/ปี กรณีไม่ได้เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในหรือไม่ได้กักตัว มีใบรับรองแพทย์มาแสดงต่อสำนักงาน (เฉพาะทางเลือกที่ 1 และ 2 เท่านั้น สำหรับทางเลือกที่ 3 ไม่คุ้มครอง) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม www.sso.go.th หรือโทร.สายด่วน 1506 ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 18/04/2022 16:12:38

    เอไอเอตอบข้อสงสัยความคุ้มครองกรณีติดเชื้อโควิด 19

    เอไอเอตอบข้อสงสัยความคุ้มครองกรณีติดเชื้อโควิด 19 บริษัทให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยที่ติดเชื้อโควิด 19 และได้เข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาล *ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ *สถานพยาบาล หมายถึง โรงพยาบาล สถานพยาบาล Hospitel และโรงพยาบาลสนาม แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงสถานที่ที่ใช้ในการดูแลรักษาแบบ Home Isolation, Community Isolation หรือ Hotel Isolation บริษัทจ่ายค่ารักษาพยาบาลและ/หรือค่าชดเชยรายวันสำหรับการรักษาในโรงพยาบาล(HB) ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ในกรณีดังต่อไปนี้ 1. เข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาลตามเกณฑ์ในการนำส่งต่อผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลตามแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาหรือการจัดบริการผู้ป่วยโควิด 19 ของกระทรวงสาธารณสุข หรือ 2. แพทย์ผู้ทำการรักษามีดุลพินิจว่ามีความจำเป็นทางการแพทย์ต้องเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาล และได้รับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาล (โดยดุลพินิจของแพทย์ในการรับเข้ารักษาตัวเป็นผู้ป่วยในต้องมีความจำเป็นทางการแพทย์และอิงตามมาตรฐานทางการแพทย์) กรณีติดเชื้อโควิด 19 ต้องแยกกักตัวและรักษาแบบ Home Isolation, Community Isolation หรือ Hotel Isolation บริษัทอนุโลมจ่ายค่ารักษาพยาบาล (ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าตรวจวินิจฉัยที่เกี่ยวข้อง และ ค่าแพทย์) สำหรับการรักษา ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 จนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2565 โดยมีเงื่อนไขความคุ้มครองดังต่อไปนี้ 1. กรมธรรม์ที่มีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยใน (IPD) บริษัทอนุโลมจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองและ สูงสุดไม่เกิน 12,000 บาท 2. กรมธรรม์ที่มีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยใน (IPD) และ มีผลประโยชน์ผู้ป่วยนอก (OPD) บริษัทอนุโลมจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองผู้ป่วยนอก (OPD) หากมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินพิจารณาจ่ายต่อในผลประโยชน์ผู้ป่วยใน (IPD) ตามที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองผู้ป่วยใน (IPD) และไม่เกิน 12,000 บาท บริษัทอนุโลมจ่ายค่าชดเชยรายวันสำหรับการรักษาในโรงพยาบาล (HB) ตามจริงแต่ไม่เกิน 14 วัน สำหรับกรมธรรม์ที่มีความคุ้มครองค่าชดเชยรายวันสำหรับการรักษาในโรงพยาบาล (HB) โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 1. มีเอกสารการตรวจพบเชื้อโควิด 19 โดยวิธี RT-PCR และ 2. มีหลักฐานทางการแพทย์ที่แสดงถึงปัจจัยเสี่ยงข้อใดข้อหนึ่งและไม่มีสถานพยาบาลรองรับ ดังต่อไปนี้ - อายุมากกว่า 60 ปี - โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) รวมโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ - โรคไตเรื้อรัง (CKD) - โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคหัวใจแต่กำเนิด - โรคหลอดเลือดสมอง - เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ - ภาวะอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 90 กก.หรือ BMI ≥ 30 กก./ตร.ม.) - ตับแข็ง - ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และ lymphocyte < 1,000 เซลล์/ลบ.มม.

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 18/04/2022 16:02:08

    9 พฤติกรรม เพื่อสุขอนามัยที่ดี

    9 พฤติกรรม เพื่อสุขอนามัยที่ดี สิ่งที่ควรทำ และฝึกให้เป็นประจำ เพื่อที่เราจะได้ไม่เป็นผู้แพร่เชื้อ หรือติดเชื้อโรคต่าง ๆ นั้น มีอะไรกันบ้าง 1.ล้างมือก่อนเข้าบ้าน เเละระหว่างใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในบ้าน 2.ล้างมือเมื่อรับพัสดุ และหลังแกะพัสดุ 3.ล้างมือก่อนและหลังกินอาหาร 4.แยกของใช้ส่วนตัว เช่น แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ไม่ใช้ปะปนกัน 5.อาบน้ำสระผม หลังกลับจากที่แออัด แล้วสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ 6.เสื้อผ้าใช้แล้วใส่ตะกร้าผ้า สำหรับเตรียมซัก ไม่ใส่ซ้ำ ไม่วางระเกะระกะ 7.ใช้จานชามช้อนส้อมส่วนตัว ไม่กินอาหารร่วมกัน 8.อาหารที่ซื้อหรือสั่งมากิน เทใส่จานชามที่บ้านเสมอ ไม่ควรกินอาหารจากห่อหรือกล่องบรรจุอาหารที่ร้านใช้ส่งมา การใช้ภาชนะช้อนส้อมของที่บ้านช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้ และอุ่นอาหารให้ร้อนก่อนกินทุกครั้ง 9.แยกขยะให้ถูกประเภทโดยเฉพาะขยะติดเชื้อ เช่น กระดาษเช็ดปาก กระดาษทิชชู่ในห้องน้ำ หน้ากากอนามัยใช้แล้ว และถุงมือใช้ครั้งเดียวทิ้ง มัดใส่ถุงแยกทิ้งลงถังขยะอันตราย ไม่ปะปนกับขยะทั่วไป

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 18/04/2022 15:46:23

    ตัวเลขเสียชีวิตยังสูง โควิดวันนี้ 18 เม.ย. พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 16,994 ราย

    อัปเดตสถานการณ์ \"โควิด-19\" วันนี้ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 16,994 ราย ทำให้มีผู้ป่วยสะสม 1,823,518 ราย หายป่วยกลับบ้าน 25,910 ราย เสียชีวิต 124 ศพ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานสถานการณ์ \"โควิด-19\" ประจำวันเบื้องต้น โดยข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2565 มีผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ 16,994 ราย จำแนกเป็น ผู้ติดเชื้อในประเทศ 16,918 ราย และผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 76 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,823,518 รายสำหรับ จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 2,123 ราย เฉลี่ยจังหวัดละ 28 ราย อัตราครองเตียง ร้อยละ 26.7 ขณะที่ ผู้หายป่วยกลับบ้าน 25,910 ราย ทำให้มีผู้หายป่วยสะสม (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2565) จำนวน 1,645,939 ราย กำลังรักษา 205,514 ราย และมีผู้เสียชีวิต 124 ศพ. วันที่ 1 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 28,379 ราย : เสียชีวิต 92 ราย วันที่ 2 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 28,029 ราย : เสียชีวิต 96 ราย วันที่ 3 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 26,840 ราย : เสียชีวิต 97 ราย วันที่ 4 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 24,892 ราย : เสียชีวิต 97 ราย วันที่ 5 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 21,088 ราย : เสียชีวิต 91 ราย วันที่ 6 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 24,252 ราย : เสียชีวิต 94 ราย วันที่ 7 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 26,081 ราย : เสียชีวิต 91 ราย วันที่ 8 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 25,140 ราย : เสียชีวิต 89 ราย วันที่ 9 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 25,298 ราย : เสียชีวิต 98 ราย วันที่ 10 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 25,139 ราย : เสียชีวิต 108 ราย วันที่ 11 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 22,387 ราย : เสียชีวิต 105 ราย วันที่ 12 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 19,982 ราย :เสียชีวิต 101 ราย วันที่ 13 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 23,015 ราย : เสียชีวิต 106 ราย วันที่ 14 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 24,134 ราย : เสียชีวิต 115 ราย วันที่ 15 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 20,289 ราย : เสียชีวิต 119 ราย วันที่ 16 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 18,892 ราย : เสียชีวิต 125 ราย วันที่ 17 เมษายน 2565 : ผู้ติดเชื้อ 17,775 ราย : เสียชีวิต 128 ราย

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 18/04/2022 14:45:41

    ประกาศ ขอให้ระมัดระวังการใช้เครื่องหมายการค้า

    ตามที่ บริษัทฯ ได้จัดทำประกาศ เรื่อง การประชาสัมพันธ์สินค้าให้ถูกต้องและสอดคล้องกับกฎหมาย เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2561 ไปแล้วนั้น ปัจจุบันพบว่าลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายยังได้มีการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ด้วยการนำสินค้าไปเปรียบเทียบกับแบรนด์ชั้นนำเพื่อประกอบการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของแบรนด์อื่นๆ นั้น ในการนี้ บริษัท จึงใคร่ขอให้ลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายทุกท่านระงับการใช้เครื่องหมายการค้า และใช้สื่อประชาสัมพันธ์ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายในทุกช่องทางออนไลน์ รวมถึงแพลตฟอร์ม SHOPEE และ LAZADA และช่องทางอื่นๆ ทั้งนี้ หากยังพบเห็นการกระทำดังกล่าวทางบริษัทฯ จะถือว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้จัดทำ และผู้เผยแพร่ โดยบริษัท ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 03/06/2022 08:16:51

    10 เคล็ดลับ สร้างความปลอดภัยในที่ทำงาน

    การทำให้สถานที่ทำงานปลอดภัยนั้น ย่อมจะต้องมีการลงทุนลงแรงกันบ้าง วันนี้ขอแนะนำเคล็ดลับทำให้เกิดความปลอดภัยในที่ทำงาน 10 ข้อ ดังนี้ 1. ดูแลรักษาให้พื้นที่ปฏิบัติงานมีความสะอาดอยู่เสมอ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การนำอันตรายต่างๆ ออกจากพื้นที่ปฏิบัติงานเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่น่าทำงานให้แก่พนักงานของคุณด้วย 2. ถ้าเป็นไปได้ ให้ใช้ระบบป้องกันและการควบคุมด้านวิศวกรรมแทนการอาศัยแต่เพียงอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) เพียงอย่างเดียว เนื่องจากอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลนั้นเป็นสิ่งที่ทำการตรวจสอบ และกำกับให้มีการปฏิบัติจริงได้ยากและเมื่อสวมใส่แล้วทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเท่าใดนัก ก่อนอื่นคุณจะต้องค้นหาวิธีป้องกันการรับสัมผัสอันตรายของพนักงานให้ได้เสียก่อน จำไว้ว่าพนักงานของคุณจะสามารถปฏิบัติงานได้ผลผลิตมากขึ้นหลายเท่าตัวเลยทีเดียวถ้าหากว่าพวกเขารู้สึกสบายตัวในระหว่างการทำงาน 3. ให้สันนิษฐานไว้เสมอว่าพนักงานของคุณต้องการทำงานอย่างปลอดภัย และคุณก็จะต้องหยิบยื่นโอกาสดังกล่าวให้แก่พวกเขา 4. ระบุคำแนะนำในการปฏิบัติงานให้ชัดเจน ทำให้แน่ใจว่าพนักงานของคุณทุกคนรู้ถึงวิธีการที่ถูกต้องในการทำในสิ่งที่คุณคาดหวังจากพวกเขา อย่าเพียงแต่บอกเฉพาะสิ่งต่างๆ ที่ห้ามพวกเขาทำเท่านั้น นอกจากนี้ คุณจะต้องระบุถึงคำแนะนำด้านความปลอดภัยไว้ในระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติงานทุกฉบับที่คุณจัดทำขึ้นด้วย 5. อย่าหมกมุ่นเพียงเฉพาะสถานการณ์สมมติที่เป็นสถานการณ์เลวร้ายที่มีมากมายหลากหลายกรณี แต่แนะนำให้คุณเน้นไปที่สิ่งหรือสถานการณ์ที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นมากกว่า มีความรุนแรงมากกว่า (ความเสี่ยงสูงกว่านั่นเอง) วิธีการคือ ตัวคุณเองสามารถทำการป้องกันมิให้มีอุบัติการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เกิดซ้ำอีกได้ ซึ่งก็จะหมายความว่าคุณจะต้องจัดทำบันทึกอุบัติการณ์ต่างๆ ไว้อย่างถูกต้องแม่นยำแม้ว่าสถิติอุบัติการณ์นี้อาจจะทำให้ดูแย่ในสายตาผู้บริหารที่เป็นผู้บังคับบัญชาของคุณก็ตาม 6. คุณจะต้องรักพนักงานของตัวเองให้มาก ความรักนี้หมายถึงการที่คุณจะต้องดูแลเอาใจใส่พนักงานของตัวเองและบอกให้พวกเขารู้ด้วยว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าเครื่องจักรเครื่องหนึ่ง อยู่ในสภาพไม่ปลอดภัย ก็ให้ปิดหรือห้ามใช้เครื่องนั้นเสียก่อนที่จะมีใครได้รับบาดเจ็บ 7. ใช้เวลาศึกษารายละเอียดงานต่างๆ ที่พนักงานของคุณทำ แม้ว่าเมื่อก่อนคุณจะเคยทำงานดังกล่าวมาเช่นกันก็ตาม แต่มันก็มีความเป็นไปได้ที่วิธีการทำงานเดียวกันนี้จะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละคน คุณจะต้องมองไปที่สิ่งที่พนักงานกำลังทำอยู่จริงและเปรียบเทียบกับวิธีการทำงานที่ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งถ้ามีความแตกต่างกัน ไม่เหมือนกันระหว่างการปฏิบัติจริงกับสิ่งที่ระบุไว้ในเอกสารนั้น ให้ค้นหาให้ได้ว่าเพราะเหตุใด และอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ปลอดภัยกว่ากัน 8. ดูแลรักษาเครื่องจักรต่างๆ ให้อยู่ในสภาพการทำงานที่ดีเสมอ หลายครั้งที่พนักงานมักตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเนื่องจากเครื่องจักรชำรุดหรือสึกหรอ ในกรณีการสึกหรอนั้น เครื่องจักรอาจจะค่อยๆ เกิดการสึกหรอและตัวพนักงานเองก็คิดว่านั่นมันเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้ แผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรเชิงป้องกันที่มีประสิทธิภาพนั้นจะนำมาซึ่งแผนการด้านความปลอดภัยในภาพรวมที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน 9. หลีกเลี่ยงอันตรายต่างๆ ที่ไม่จำเป็น คุณควรมองหาวัสดุสิ่งของหรืออุปกรณ์ใหม่ๆ ที่จะช่วยลดอันตรายต่างๆ ที่พนักงานของคุณอาจได้รับสัมผัส 10. ดูแลรักษาพื้นที่ปฏิบัติงานให้สะอาด (ดูเคล็ดลับข้อ 1 ข้างต้น) การรับสัมผัสสารและสภาพอันตรายต่างๆ นั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำให้ลดน้อยลงได้อย่างมากโดยวิธีการง่ายๆ นั่นคือ การทำให้พื้นที่ปฏิบัติงานมีความสะอาดอยู่เสมอ และผลพลอยได้ที่จะเกิดขึ้นก็คือ พนักงานมีประสิทธิภาพในการทำงานและมีขวัญกำลังใจในการทำงานที่ดีขึ้นอย่างมากแม้หากจะไม่ได้เน้นเรื่องให้เป็นแรงจูงใจเพื่อให้เกิดความปลอดภัยเพียงอย่างเดียวก็ตาม *********************** ที่มาของข้อมูล : ชมรมอุตสาหกรรมบางปู และ https://www.shawpat.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=927:10-&catid=51:-m---m-s&Itemid=202

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 15/01/2022 10:27:02

    คู่มือความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน สำหรับลูกจ้างทั่วไปและลูกจ้างเข้าทำงานใหม่

    ตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 16 กำหนดให้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ออกประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการฝึกอบรมผู้บริหาร หัวหน้างาน และลูกจ้างด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อให้การบริหารจัดการและดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานได้อย่างปลอดภัย ให้แก่ลูกจ้างระดับบริหาร หัวหน้างาน และลูกจ้างในทุกระดับ กรณีที่ นายจ้างไม่สามารถจัดให้มีการฝึกอบรมให้แก่ลูกจ้าง ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมกับสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือหน่วยงานที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดหรือยอมรับ สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ จึงได้จัดทำหลักสูตรความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน สำหรับลูกจ้างทั่วไปและลูกจ้างเข้าทำงานใหม่ ตามที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้กำหนดไว้ในประกาศ เพื่อให้สถานประกอบกิจการหรือหน่วยงาน สามารถนำคู่มือพร้อมวิดีโอประกอบการสอนนี้ ไปจัดอบรมให้กับลูกจ้างทั่วไปและลูกจ้างเข้าทำงานใหม่ นำองค์ความรู้นี้ไปใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้สถานที่ปฏิบัติงานมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย เนื้อหาหลักสูตรมีทั้งหมด 3 หัวข้อวิชา ดังนี้ 1. หัวข้อวิชาที่ 1 ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน 2. หัวข้อวิชาที่ 2 กฎหมายความปลอดภัยฯ 3. หัวข้อวิชาที่ 3 ข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยฯ รายละเอียดทั้งหมด การดาว์นโหลดคู่มือ รวมถึงวีดีโอ รับชมเพิ่มเติมที่ ลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ https://www.tosh.or.th/index.php/media-relations/e-book/item/882-2021-03-25-03-48-44

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 15/01/2022 10:16:18

    มาตรฐาน ISO คืออะไร และมีอะไรบ้าง ?

    มาตรฐาน ISO คืออะไร และมีอะไรบ้าง ? International Standards Organization หรื่อที่เราเรียกกันคุ้นหูว่า ISO คือชื่อขององค์การ มาตรฐานสากล หรือ องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน มีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งเป็น ทางการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 (พ.ศ. 2490) ปัจจุบันมีสมาชิก 143 ประเทศ ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจาก ประเทศต่าง ๆ 25 ประเทศร่วมประชุมกันที่ กรุงลอนดอนมีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสหประชาชาติได้ให้ การยอมรับเป็นองค์การชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล โดย มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อการพัฒนา อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ และขจัดข้อโต้แย้ง รวมถึงการกีดกัน ทางการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ ในด้านวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือการจัดระเบียบการค้าโลก ด้วยการสร้าง มาตรฐานขึ้นมานั่นเอง มาตรฐาน คือ ข้อตกลงที่จัดททำขึ้นเป็นเอกสาร โดยการรวบรวมข้อมูลหรือข้อกำหนดทางเทคนิค (Technical Specifications) หรือวิธีการทำงาน ที่ถูกต้อง เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป แล้วร่วมกำหนดเป็นเกณฑ์ข้อบังคับขึ้นมา เป็นสิ่งนั้นๆที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า วัสดุผลิตภัณฑ์ขบวนการ หรือการบริการนั้นๆ บรรลุตามวัตถุประสงค์ ที่ต้องการ หรือ เกิดจากข้อกำหนดด้านวิธีการหรือการท างาน (Procedures manual หรือ Work Instruction) นั้นเอง ประโยชน์ของ มาตรฐาน ISO 1. องค์กร/บริษัท - การจัดองค์กร การบริหารงาน การผลิตตลอดจนการให้บริการมีระบบ และมีประสิทธิภาพ - ผลิตภัณฑ์และบริการ เป็นที่พึงพอใจของลูกค้าหรือผู้รับบริการและได้รับการยอมรับ - ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์กร - ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว 2. พนักงานภายในองค์กร/บริษัท - มีการทำงานเป็นระบบ - เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน - พนักงานมีจิตสำนึกในเรื่องของคุณภาพมากขึ้น - มีวินัยในการทำงาน - พัฒนาการทำงานเป็นทีมหรือเป็นกลุ่มมีการประสานงานที่ดี และสามารถ พัฒนาตนเองตลอดจน เกิดทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน 3. ผู้ซื้อ/ผู้บริโภค - มั่นใจในผลิตภัณฑ์และบริการ ว่ามีคุณภาพตามที่ต้องการ - สะดวกประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องตรวจสอบคุณภาพซ้ำ - ได้รับการคุ้มครองด้านคุณภาพความปลอดภัยและการใช้งาน มาตรฐาน ISO ที่สำคัญ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้รับเอาระบบคุณภาพอนุกรมมาตรฐานสากล ISO มาใช้ใน การปรับปรุงพัฒนาคุณภาพในการบริหารองค์กรโดยมาตรฐาน ISO ที่สำคัญได้แก่ 1. มาตรฐาน ISO 9000 มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ โครงสร้างของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มมาตรฐานข้อกำหนด ใช้เพื่อขอรับการรับรองคือ 1.1. ISO 9001 มาตรฐานระบบการบริหารงานคุณภาพ ใช้สำหรับองค์กรที่มีความรับผิดชอบ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การติดตั้ง และการบริการ 1.2. ISO 9002 มาตรฐานระบบการบริหารงานคุณภาพ ใช้สำหรับองค์กรที่มีความรับผิดชอบ ตั้งแต่การผลิต การ ติดตั้ง และการบริการ 1.3. ISO 9003 มาตรฐานระบบการบริหารงานคุณภาพ ใช้สำหรับองค์กร ที่มีความรับผิดชอบเฉพาะการตรวจ และการทดสอบขั้นสุดท้าย กลุ่มมาตรฐานข้อแนะนำ ใช้เพื่อสนับสนุนการน ามาตรฐานไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีมาตรฐานหลัก 2 ฉบับ คือ 1. ISO 9000 แนวทางการเลือกและการใช้มาตรฐานในอนุกรม ISO 9000 2. ISO 9004 เป็นข้อแนะนำในการจัดระบบการบริหารงานคุณภาพ เพื่อให้องค์กรผู้ใช้มาตรฐานได้มีระบบที่มี ประสิทธิภาพสูงสุด โครงสร้างใหม่ของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 ในปี 1996 ISO/TC 176 ได้เริ่มทบทวนแก้ไขครั้งที่ 2 และประกาศใช้มาตรฐานฉบับแก้ไขใหม่ ปี 2000 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2543 เพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องกับกระบวนการของระบบการบริหารงานขององค์กร ซึ่ง มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า และให้มีการปรับปรุงสมรรถนะขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ตลอดจน เพื่อให้สามารถ นำไปปรับใช้ร่วมกับระบบการบริหารงานอื่นได้ มาตรฐานระบบการบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 : 2000 ประกอบด้วยมาตรฐานหลัก 3 ฉบับ ได้แก่ 1. ISO 9000 : ระบบการบริหารงานคุณภาพ - หลักการพื้นฐานและค าศัพท์ 2. ISO 9001 : ระบบการบริหารงานคุณภาพ - ข้อกำหนด 3. ISO 9004 : ระบบการบริหารงานคุณภาพ – แนวทางการปรับปรุงสมรรถนะขององค์กร References torwitchukorn.com/th/articles/119434-มาตรฐาน-iso-คืออะไร-และมีอะไรบ้าง-

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 24/12/2021 20:03:46

    วันที่ 6 กันยายน 2564 วันต่อต้านคอร์รัปชั่น

    วันที่ 6 กันยายน 2564 เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชั่น บริษัท คลีน แคร์ คอนเซ็พท์ ได้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้พนักงานบริษัทฯ ได้ตระหนักรู้และกระตุ้นให้ทุกแผนกเกิดความตื่นตัว พร้อมปรับเปลี่ยนค่านิยมที่ไม่ยอมรับการโกงทุกรูปแบบ โดยให้นำภาพประชาสัมพันธ์ SET ไว้ที่หน้าคอมพิวเตอร์บริษัททุกเครื่อง และปิดป้ายประกาศ ประชาสัมพันธ์ พร้อมรับทราบนโยบาบจากทางผู้บริหารให้พนักงานทุกคนนำนโยบายสู่การสร้างจิตสำนีก และรับไปปฏิบัติ เพื่อไม่ให้มีการทุจริตคอร์รับชั่นทุกรูปแบบในบริษัท

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 07/09/2021 13:41:12

    ตรวจสุขภาพประจำ 2564 พนักงานบริษัท คลีน แคร์ คอนเซ็พท์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด

    วันที่ 2 กันยายน 2564 เวลา 08.00-12.00 น. จะมีการตรวจสุขภาพประจำปี 2564 ให้กับพนักงานบริษัทฯ บริษัทฯทำการขายสินค้าปกติ แต่ท่านอาจจะได้รับความไม่สะดวกในการติดต่อประสานงาน จึงขออภัยมา ณ ที่นี่

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 31/08/2021 09:03:24

    วิธีซักแห้งด้วยตัวเองที่บ้าน ประหยัด ทำเองได้ ไม่ต้องส่งร้านซักรีด

    การซักแห้ง คืออะไร แตกต่างจากการซักเสื้อผ้าทั่วไปอย่างไร การซักแห้งใช้น้ำได้ไหม แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเสื้อผ้าชิ้นไหนซักแห้งได้บ้าง ? หลายครั้งที่เห็นบริการซักแห้งตามร้านซักรีดต่าง ๆ เลยเกิดคำถามว่า ซักแห้งแตกต่างจากการซักผ้าทั่วไปอย่าง ทำไมการซักแห้งมีราคาสูงกว่า แล้วการซักแห้งใช้น้ำซักได้หรือไม่ เราสามารถทำเองโดยไม่ต้องส่งร้านได้หรือเปล่า ? จะยุ่งยากวุ่นวายมีขั้นตอนเยอะมั้ย วันนี้กระปุกดอทคอมก็ขออาสารวมข้อสงสัยเกี่ยวกับการซักแห้งและวิธีซักแห้งสำหรับผ้าประเภทต่าง ๆ มาฝากกันค่ะ การซักแห้งแตกต่างจากการซักผ้าทั่วไปอย่างไร ? การซักแห้ง เป็นการทำความสะอาดเสื้อผ้ารูปแบบหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คล้ายกันกับการซักผ้าทั่วไป แต่มีขั้นตอนมากกว่าและใช้น้ำยาหรือน้ำมันพิเศษที่มีชื่อว่า เพอร์คลอโรเอทิลีน (Perchloroethylene) แทนการใช้น้ำกับผงซักฟอก เนื่องจากน้ำยาชนิดนี้มีน้ำเป็นส่วนประกอบน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย ดังนั้นจึงช่วยถนอมเส้นใยผ้า ไม่ทำลายเนื้อผ้า ไม่ทำให้สีซีดจาง และไม่ทำให้ผ้ายืดหรือหดตัว ฉะนั้นสำหรับคนที่เคยสงสัยว่าการซักแห้งทำให้เสื้อผ้าสะอาดจริงไหม ก็สบายใจได้เลย เพราะเสื้อผ้าของคุณจะสะอาดหมดจดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า รู้ได้อย่างไรว่าเสื้อผ้าชิ้นไหนซักแห้งได้บ้าง ? ถ้าอยากรู้ว่าเสื้อผ้าชิ้นไหนสามารถซักด้วยการซักแห้งได้บ้าง ให้ดูจากป้ายบนปกเสื้อ เพราะป้ายจะบอกข้อมูลสำคัญของเนื้อผ้า ว่าทำมาจากอะไร ควรทำความสะอาดแบบไหน ซึ่งก็แน่นอนว่าถ้าหากป้ายมีสัญลักษณ์ซักแห้ง หรือเขียนกำกับไว้ว่า \"Dry Clean Only (ซักแห้งเท่านั้น)\" ก็หมายความว่าเสื้อผ้าชิ้นนี้เหมาะกับการซักแห้งนั่นเอง เนื้อผ้าแบบไหนที่เหมาะกับการซักแห้ง ? อีกหนึ่งจุดสังเกตว่า เสื้อผ้าชิ้นนั้นเหมาะกับการซักแห้งหรือไม่ นั่นก็คือ เนื้อผ้า ซึ่งเนื้อผ้าที่เหมาะกับการซักแห้งมากที่สุด หรืออาจจะกล่าวได้ว่าจำเป็นต้องส่งร้านซักแห้งเท่านั้น ได้แก่ ขนเฟอร์ หนังนิ่ม หนังกลับ ผ้าแพร กำมะหยี่ และผ้าปักเลื่อม เนื่องจากผ้าพวกนี้ผลิตมาอย่างพิเศษ ถ้าหากเปียกน้ำจะเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง ส่วนพวกผ้าขนสัตว์ ผ้าขนเป็ด ผ้าไหม และผ้าฝ้าย ก็เหมาะที่จะส่งร้านซักแห้งเหมือนกัน แต่ถ้าหากใครไม่อยากเปลืองเงิน ก็สามารถทำความสะอาดเองได้ แต่ต้องใช้มือเท่านั้น ที่สำคัญควรใช้ผงซักฟอกสูตรอ่อนโยน พร้อมทั้งรีดให้แห้งด้วยการห่อผ้าขนหนูสามชั้นด้วย สำหรับเนื้อผ้าอย่างลินินหรือโพลีเอสเตอร์ไม่จำเป็นต้องส่งร้านซักแห้งก็ได้ เพราะเราสามารถทำความสะอาดได้ด้วยตัวเองผ่านเครื่องซักผ้า แต่ต้องใส่ลงถุงซักผ้า ใช้น้ำเย็น ใช้ผงซักฟอกสูตรอ่อนโยน ปั่นโหมดถนอมผ้า และรีบตากแห้งแบบธรรมชาติเท่านั้น วิธีซักแห้งทำอย่างไรบ้าง ? - การซักแห้งด้วยตัวเอง : การซักแห้งด้วยตัวเองที่บ้านสามารถทำได้ 2 วิธี คือ 1. การซักเครื่อง : ให้เราใส่เสื้อผ้าลงไปในถุงซักผ้า จากนั้นตั้งค่าเครื่องซักผ้าให้อยู่ในโหมดถนอมผ้า พร้อมทั้งใช้น้ำเย็นในการซัก ส่วนผงซักฟอกเลือกเป็นสูตรอ่อนโยน เสร็จแล้วก็กดให้ทำงาน เมื่อซักเสร็จเรียบร้อย ให้รีบนำออกมาตากแห้งแบบธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการอบอย่างเด็ดขาด 2. การซักมือ : ให้เราเติมน้ำเย็นลงไปในถังซักผ้า แล้วผสมน้ำยาซักผ้าสูตรอ่อนโยนลงไปเล็กน้อยให้พอเป็นฟอง จากนั้นนำเสื้อผ้าที่จะซักจุ่มเสื้อผ้าให้พอเปียก เสร็จแล้วเทน้ำทิ้งพร้อมใส่น้ำเย็นลงไปใหม่ จุ่มเสื้อผ้าซ้ำอีกเรื่อย ๆ จนกว่าฟองจะหายออกทั้งหมด หลังจากนั้นก็ทำให้ผ้าแห้งด้วยการนำผ้าขนหนู 2 ผืนมาประกบ แล้วไล่กดน้ำออก อย่าเผลอม้วนเด็ดขาด เมื่อทำไปเรื่อย ๆ สักประมาณ 3-5 ครั้ง หรือจนพอใจแล้ว ก็ให้นำไปวางไว้บนผ้าขนหนูผืนใหม่จนกว่าจะแห้ง (ถ้าเป็นผ้าขนสัตว์อย่าลืมเก็บให้ไกลจากแสงแดดและความร้อนด้วย) ***การซักแห้งด้วยตัวเองใช้ได้กับเนื้อผ้าบางชนิดเท่านั้น ถ้าเป็นพวกขนเฟอร์ หนังนิ่ม กำมะหยี่ และผ้าปักเลื่อม ควรนำส่งร้านเพื่อซักในเครื่องซักแห้งโดยเฉพาะ*** - การซักแห้งผ้าไหม ขั้นตอนแรกเติมน้ำเย็นลงไปให้เต็มถังซักผ้า จากนั้นใส่น้ำยาสำหรับซักผ้าไหมลงไปเล็กน้อย ถ้าหากใครไม่มีสามารถใช้เป็นน้ำยาซักผ้าสูตรเด็กหรือสูตรอ่อนโยนแทนได้ จากนั้นก็แช่ผ้าลงไปซักสักประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วเทน้ำทิ้งพร้อมเติมน้ำเย็นลงไปใหม่ จากนั้นก็จุ่มเสื้อเพื่อล้างให้สะอาด แล้วจึงนำไปตากให้แห้ง - การซักแห้งเสื้อกันหนาว นำเสื้อกันหนาวใส่ไปในถุงซักผ้าเพื่อป้องกันความเสียหาย จากนั้นนำไปปั่นที่เครื่องซักผ้าได้ตามปกติ แต่ทางที่ดีควรเลือกการซักแบบถนอมผ้าและใช้น้ำเย็นในการซัก สุดท้ายเมื่อผ้าปั่นเสร็จ ให้รีบนำเสื้อมาสะบัดแรง ๆ แล้วรีบตากลมให้แห้ง เท่านี้ก็จะช่วยให้เสื้อไม่ยับ ไม่เหม็น และสะอาดพร้อมใช้งานอีกครั้งแล้ว - การซักแห้งเสื้อขนเป็ด วิธีซักแห้งเสื้อขนเป็ดด้วยตัวเองก็คล้าย ๆ กับการซักมืออื่น ๆ คือ เติมน้ำเย็นลงไปในถัง จากนั้นผสมน้ำยาซักผ้าสูตรอ่อนโยนลงไป แต่ถ้าจะให้ดีควรใช้น้ำยาสำหรับซักเสื้อขนเป็ดหรือเสื้อขนสัตว์โดยตรง ที่สำคัญคือต้องเป็นน้ำยาสูตรธรรมชาติ เลี่ยงสูตรที่มีสารเคมี จากนั้นก็ค่อย ๆ กด ๆ เสื้อผ้าลงไปในน้ำอย่างเบามือ พร้อมทั้งถูคราบสกปรกออกได้เบา ๆ แต่ห้ามขยี้หรือทำรุนแรงเด็ดขาด รวมถึงห้ามปั่นในเครื่องด้วย เพราะจะทำให้ขนสัตว์ข้างในพันหรือรวมกันเป็นก้อนจนเสียหายได้ สุดท้ายก็วางตากลมธรรมชาติให้แห้ง เท่านี้ก็จะเป็นอันเสร็จ - การซักแห้งเสื้อสูท เสื้อสูทสามารถซักได้ทั้งมือและเครื่อง ซึ่งสำหรับการซักสูทด้วยมือ ให้ผสมน้ำเย็นกับน้ำยาซักผ้าไหมหรือน้ำยาซักผ้าขนสัตว์เข้าด้วยกัน จากนั้นจุ่มเสื้อลงไปแบบขึ้น ๆ ลง ๆ เพื่อทำความสะอาด อย่าลืมถูเบา ๆ ที่คราบบนเสื้อด้วย เสร็จแล้วก็ค่อยล้างออกด้วยน้ำเย็น แล้วนำมาตากให้แห้ง ส่วนการซักสูทด้วยเครื่องซักผ้า เริ่มแรกให้ใส่เสื้อสูทลงไปในถุงตาข่าย จากนั้นตั้งเครื่องซักผ้าให้ปั่นแบบถนอมในผ้าและใช้น้ำเย็นในการซัก อย่าลืมใช้น้ำยาสูตรอ่อนโยนด้วย และเมื่อเสร็จแล้วก็นำออกมาตามแบบธรรมชาติได้เลย - การซักแห้งเสื้อหนังสัตว์ การซักเสื้อหนังสัตว์ต้องอ่านคำแนะนำอย่างละเอียด ซึ่งถ้าหากเสื้อสกปรกไม่มากก็สามารถทำความสะอาดเองได้ โดยให้นำผ้าเปียกมาเช็ดคราบสกปรกออกอย่างเบามือ ห้ามถูหรือขัดแรง ๆ แต่ถ้าหากคราบฝังแน่น ก็ให้หาสเปรย์ทำความสะอาดหนังมาฉีดช่วย หรือไม่ถ้าหากใครอยากใช้วิธีซักมือก็ทำได้ โดยให้ผสมน้ำเย็นกับน้ำยาล้างจานหรือสบู่น้ำมันมะกอกเข้าด้วยกัน จากนั้นแช่เสื้อทิ้งไว้ พร้อมถูเบา ๆ บริเวณที่เป็นคราบ ล้างออกให้สะอาด เสร็จแล้วค่อยนำไปตากให้แห้ง การซักแห้งตามร้านราคาแพงใช่เล่น เริ่มต้นตัวละตั้งหลายร้อยบาท ฉะนั้นถ้าหากไม่ใช่เนื้อผ้าชนิดพิเศษมาก จะลองซักด้วยตัวเองดูก่อนก็น่าจะเข้าท่า ช่วยประหยัดเงินได้ไม่น้อยนะคะ ขอขอบคุณข้อมูลจาก drycleanersweb, thespruce, thesecretyumiverse.wonderhowto, sewguide, cleanipedia, wikihow และ บรีส

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 16/08/2021 17:55:34

    วิธีกินกระชายขาว สำหรับคนติดโควิดหรือยังไม่ป่วย รู้ไว้ใช้ให้ปลอดภัย

    กระชายขาวมีสรรพคุณต้านโควิดได้จริงไหม แล้วต้องกินอย่างไร กินแค่ไหน ถึงได้รับประโยชน์จากกระชายขาว สมุนไพรไทยกำลังมาแรงในยุคที่โควิด 19 ระบาดอย่างหนัก ซึ่งนอกจากฟ้าทะลายโจรแล้ว กระชายขาวก็เป็นพืชอีกชนิดที่คนสรรหามารับประทาน ด้วยความหวังว่าจะสามารถป้องกันและต้านโควิด 19 ได้ แล้วความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ หรือต้องรับประทานแบบไหนถึงจะได้ผล วันนี้เรารวบรวมข้อมูลมาให้ทำความเข้าใจก่อนใช้กระชายขาวกันแบบผิด ๆ กระชายเป็นสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ร้อน จึงช่วยขับลม ช่วยย่อยอาหาร บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ รักษาโรคในช่องปาก กระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน รวมทั้งใช้เป็นยาบำรุงกำลังร่างกาย ซึ่งครัวไทยได้นำกระชายมาเป็นส่วนประกอบของอาหารหลากหลายเมนูมาช้านาน ขณะที่ภูมิปัญญาพื้นบ้านก็ยังนำกระชายขาวมาใช้บรรเทาอาการจมูกไม่ได้กลิ่น ต่อมาทางมหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ได้ทำการวิจัยพบว่า สารสกัดจากกระชายขาว 2 ตัว คือ แพนดูราทิน เอ (Panduratin A) และฟิโนสโตรบิน (Pinostrobin) มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในหลอดเพาะเชื้อได้ถึง 100% และเมื่อทดลองในสัตว์ เบื้องต้นก็พบว่าทำให้สัตว์ทดลองที่ติดเชื้อมีสุขภาพที่ดีขึ้น และลดภาวะปอดอักเสบในสัตว์ทดลองได้ดีมาก ทั้งนี้ ได้มีการทดลองนำสารสกัดกระชายมาใช้กับผู้ต้องขังในเรือนจำที่ติดโควิด 19 และไม่มีอาการ พบว่า กระชายมีฤทธิ์กำจัดเชื้อได้ภายใน 8 วัน คล้ายกับฟ้าทะลายโจร และดีกว่าการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ แต่ต้องเป็นการสกัดด้วยเอทานอล (แอลกอฮอล์) จึงจะมีสารสกัดออกมาอย่างเพียงพอที่จะยับยั้งเชื้อได้ ต่างจากการกินกระชายสด หรือการสกัดสารด้วยน้ำที่จะมีสารสำคัญออกมาน้อยกว่ามาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีผลิตภัณฑ์กระชายที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์จำหน่ายในท้องตลาด ดังนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า เรายังไม่สามารถกินกระชายขาวเพียงอย่างเดียวเพื่อหวังผลป้องกันหรือรักษาโควิด เนื่องจากปริมาณของสารสกัดที่ได้ไม่เพียงพอ ซึ่งขณะนี้นักวิจัยกำลังการศึกษาเพิ่มเติมถึงความปลอดภัยและปริมาณที่เหมาะสมเพื่อนำมาใช้ต้านโควิด 19 ในมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป วิธีกินกระชายขาว สำหรับคนติดโควิด จากการใช้กระชายแคปซูลเสริมการรักษาผู้ป่วยเสี่ยงสูง ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยติดเชื้อ เมื่อมีจมูกไม่ได้กลิ่น คัดจมูก หายใจไม่ออก โดยใช้แคปซูลกระชาย 500 มิลลิกรัม กินครั้งละ 4 แคปซูล วันละ 3 ครั้งเป็นเวลา 5 วัน พบว่าอาการหายเป็นปกติ ​ดังนั้น ผู้ป่วยที่อยู่ในระหว่างรอเตียงที่มีอาการดังกล่าว อาจเตรียมตำรับกระชายด้วยวิธีการใดการหนึ่ง ดังนี้ 1. นำกระชายสดมาปรุงเป็นอาหาร โดยนำเหง้าหรือรากของกระชายสดมาล้างให้สะอาดแล้วปรุงเป็นอาหาร รับประทาน 3 มื้อ ครั้งละ 25 กรัม หลังอาหาร 2. นำกระชายแห้งชงกับน้ำร้อน นำเหง้าและรากกระชายแห้งมาบดเป็นผง เทน้ำร้อนแล้วคนให้เข้ากัน ควรดื่มทั้งน้ำและเนื้อ เนื่องจากสารสำคัญในกระชายไม่ละลายน้ำ จึงต้องรับประทานเนื้อด้วย กรณีมีแคปซูลกระชายขาว ให้รับประทานครั้งละ 2 กรัม หลังอาหาร 3 มื้อ 3. ดื่มน้ำกระชาย (ไม่ต้องแยกกาก) ใช้เหง้ากระชายสด 1 ขีด หรือ 25 กรัม ล้างให้สะอาด ปั่นให้ละเอียดกับน้ำสะอาด 300 มิลลิลิตร ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว 20 มิลลิลิตร และน้ำผึ้ง 20 มิลลิลิตร แบ่งดื่มหลังอาหาร 3 มื้อ ทั้งนี้ แนะนำให้รับประทานต่อเนื่อง 5 วัน และควรกินกระชายทั้งน้ำและเนื้อจึงจะได้รับสารสำคัญที่ครบถ้วนที่สุด ข้อควรรู้ก่อนกินกระชายขาว 1. ไม่ควรกินกระชายติดต่อกันทุกวัน หรือนานเกิน 7 วัน เพราะกระชายเป็นยารสร้อนจะทำให้ร่างกายร้อนเกินไป เกิดอาการร้อนใน เป็นแผลในปาก ใจสั่น เซลล์ประสาททำงานไม่สมดุล รวมทั้งน้ำมันหอมระเหยในกระชายขาวอาจระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารได้ 2. ไม่ควรกินกระชายในปริมาณมากต่อเนื่อง เช่น การดื่มน้ำกระชายก็ไม่ควรเกิน 1 แก้วต่อวัน และไม่กินติดต่อกันทุกวัน 3. ควรรับประทานกระชายในแบบปรุงสุกจะดีกว่ารับประทานแบบสด ๆ 4. หากต้องการดื่มน้ำกระชาย ให้ต้มกับน้ำ และใส่สมุนไพรอื่น ๆ ลงไปช่วยเสริมตัวยาด้วย เช่น เติมน้ำผึ้งเพื่อลดความร้อนของกระชาย เติมมะนาวซึ่งเป็นยารสเปรี้ยวไปช่วยลดอาการปากแห้ง จมูกแห้ง เนื่องจากการรับประทานอาหารที่งเผ็ดร้อนมากไป จะทำให้รู้สึกปากแห้ง จมูกแห้ง

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 07/08/2021 09:24:08

    ไปฉีดวัคซีน

    เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2564 พนักงานบริษัทคลีนแคร์ณ ได้ไปฉีกวัคซีนที่ สถานีบางซื่อ พวกเราฉีดวัคซีนแล้วจ้า

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 30/07/2021 14:04:08

    แนวทางการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

    เราต่างรู้ว่า การให้นมลูก คือวิถีที่ดีที่สุดที่มนุษย์ใช้ในการเลี้ยงทารก น้ำนมแม่ประกอบไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกมากมาย พร้อมทั้งมีภูมิต้านทานช่วยป้องกันการติดเชื้อจากโรคต่าง ๆ แถมยังมีราคาถูกกว่า และสะดวกกว่า การให้นมลูกด้วยขวดนม อีกด้วย การให้นมลูกก็มีประโยชน์ต่อคุณแม่เช่นกันค่ะ เพราะมันจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของคุณแม่ โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันโรคมะเร็งรังไข่และมะเร็งเต้านมที่อาจเกิดขึ้นก่อนวัยอันควร สำหรับคุณแม่ที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ การให้นมลูกจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้หลังจากที่คลอดลูกค่ะ ประโยชน์อื่น ๆ จากการให้นมลูก • ช่วยสร้างความสัมพันธ์ด้านอารมณ์และความรู้สึกระหว่างแม่และลูก • น้ำนมแม่อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมแล้ว ไม่จำเป็นต้องเตรียมการให้น้ำนมใด ๆ • ช่วยให้น้ำหนักของคุณแม่คืนสู่สภาวะเดิมได้เร็วขึ้น • ช่วยให้ขนาดของมดลูกกลับสู่ขนาดปกติได้เร็วขึ้น และร่นระยะเวลาการตกเลือดหลังคลอด • น้ำนมแม่ช่วยลดแนวโน้มที่ลูกจะเป็นโรคภูมิแพ้ หรือ แพ้อาหาร สำหรับคุณแม่บางคนแล้ว การให้นมลูก ถือว่าเป็นเรื่องง่ายที่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่สำหรับคุณแม่คนอื่น ๆ แล้วกลับดูเป็นความท้าทายมากกว่าค่ะ เช่นเดียวกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่ต้องใช้เวลาในการสร้างความมั่นใจ และรู้สึกสบายใจในเวลาเดียวกัน ตัวทารกเองก็เช่นกันค่ะ อาจต้องใช้เวลาสักพักในการเรียนรู้ที่จะดูดน้ำนมจากอกแม่ และเพื่อประสานการตอบสนองระหว่างการดูดและการกลืนของเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเชื่อผิดๆของการให้นมลูก • การให้นมลูก เป็นวิถีทางธรรมชาติ น้ำนมจะไหลออกมาอย่างง่ายดายสำหรับคุณแม่มือใหม่ทุกคนและลูก ๆ แต่ถ้าน้ำนมแม่ไม่ไหลออกมาแสดงว่า ไม่คุณแม่หรือลูกน้อยที่มีภาวะที่ผิดปกติค่ะ • “แม่ที่ดี” จะให้นมลูก แต่ “แม่ที่ไม่ดี” จะไม่ให้นมลูก • แม่ที่ให้นมลูกจากอกจะมีความเป็นแม่มากกว่าแม่ที่ให้นมลูกด้วยขวดนม • ทารกที่ไม่ได้ดื่มนมแม่จะเป็นเด็กไม่ฉลาดหรือไม่มีสติปัญญาเทียบเท่ากับเด็กที่ได้ดื่มนมแม่ • ทารกที่ดื่มนมแม่จะไม่มีคำว่าอิ่มจนเกินไปและพวกเขาจะหยุดดื่มเองเมื่ออิ่มท้องแล้ว • คุณแม่ที่มีเต้านมใหญ่เท่านั้นที่จะสามารถผลิตน้ำนมได้ • คุณแม่ที่ทำงานจะไม่สามารถให้นมลูกได้ • น้ำนมแม่มีลักษณะเหมือนนมวัวและหากน้ำนมใสแลดูเหมือนน้ำเปล่านั้นแสดงว่า น้ำนมมีความ “เข้มข้น” ไม่มากพอ (น้ำนมอาจจะเป็นสีฟ้าหรือสีเขียวจาง ๆ มีความเจือจางและใสแจ๋วเหมือนน้ำเปล่านั้น เนื่องจากไขมันในนมลอยขึ้นไปอยู่ข้างบนสุดของขวด ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ระหว่างที่เก็บนมไว้) • คุณแม่ที่กำลังให้นมลูกไม่สามารถตั้งท้องได้ ข้อเท็จจริงของ การให้นมลูก • อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าคุณแม่และลูกน้อยจะเข้ากันได้ แล้วการให้นมลูกก็จะเป็นเรื่องน่าสนุกยิ่งขึ้น • การให้นมลูก อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและในบางครั้งอาจมีความเจ็บร่วมด้วยค่ะ จุกนมจะอ่อนนุ่มและเจ็บ และเต้านมจะมีอาการปวดเมื่อถึงเวลาให้นมลูก โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ค่ะ • ถ้าคุณแม่ไม่แน่ใจว่า จะต้องให้นมเท่าไหร่ขณะที่ป้อนนมลูก เรื่องนี้อาจต้องใช้เวลาสักหน่อยเพื่อให้มั่นใจว่า ลูก ๆ จะได้รับปริมาณนมที่เพียงพอและรู้สึกพึงพอใจค่ะ • การแสดงออกของลูกไม่สามารถบอกได้ว่า นมของคุณแม่ผลิตออกมาเท่าไหร่แล้ว • น้ำนมแม่ให้ลูกปริมาณเท่าไหร่ก็มีประโยชน์ค่ะ คุณแม่หลายคนกรอกนมไว้ในขวดตามปริมาณที่ขวดกำหนดไว้ ถ้าวิธีนี้เวิร์คก็สามารถใช้ต่อได้ค่ะ • ยิ่งคุณแม่ให้นมลูกมากเท่าไหร่ น้ำนมก็ยิ่งถูกผลิตมากขึ้นเท่านั้น การให้นมอย่างสม่ำเสมอผสานเข้ากับการดูดนมของลูกที่เข้มข้นและมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบความสำเร็จค่ะ   รู้ได้อย่างไรว่าลูกดื่มนมเพียงพอแล้ว • เด็ก ๆ จะฉี่รดผ้าอ้อมวันละ 6 ครั้งหรือมากกว่านั้น ฉี่จะมีสีเหลืองฟางหรือสีใสและไม่เข้มข้น แต่ถ้าฉี่เป็นสีเหลืองเข้มหรือสีส้ม จะบ่งบอกได้ว่า ลูกน้อยดื่มนมหรือน้ำไม่เพียงพอ • ลูกน้อยจะถ่ายอุจจาระออกมามีลักษณะนุ่มและมีสีเหลืองมัสตาร์ด ลูกน้อยที่ดื่มนมแม่จะถ่ายค่อนข้างเยอะ และเป็นบ่อยโดยเฉพาะตอนที่กำลังดื่มนม เป็นเพราะว่า การดูดนมของลูก ๆ เริ่มจะทำปฏิกิริยาสะท้อนของอวัยวะที่เรียกว่า Gastro-Colic Reflex • ลูกน้อยจะดูสดใส ร่าเริง มีสุขภาพดีและตื่นนอนในระหว่างที่ดูดนม นอกจากนี้คุณแม่ยังสังเกตได้จากปากของลูกที่ชุ่มชื้นกับดวงตาใสๆ ที่บ่งบอกว่าลูกกำลังดื่มนมอย่างกระตือรือร้นเลยล่ะค่ะ • หลังการคลอดสองสัปดาห์ หากลูกน้อยมีน้ำหนักเพิ่มประมาณ 150-200 กรัมต่ออาทิตย์ ซึ่งบ่งบอกว่า ลูกน้อยได้รับนมแม่ในปริมาณที่เพียงพอ ทารกที่ดื่มนมแม่จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากในช่วง 2-3 เดือนแรก และจากนั้นน้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นอีกราวๆ 2-3 สัปดาห์ โดยมีค่าเฉลี่ยการเจริญเติบโตของน้ำหนักดังนี้ ตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 เดือนเท่ากับ 150-200 กรัม/สัปดาห์ อายุ 3-6 เดือนเท่ากับ 100-150 กรัม/สัปดาห์ และจากอายุ 6-12 เดือนเท่ากับ 70-90 กรัม/สัปดาห์ • หากเส้นรอบศีรษะและส่วนสูงของลูกน้อยเพิ่มขึ้น ให้นำความยาวเส้นรอบศีรษะและส่วนสูงไปเทียบกับกราฟการเจริญเติบโตของเด็กดูค่ะ ซึ่งความสูงของลูกน้อยจะอยู่ที่เส้นเดิมตั้งแต่แรกเกิด หรือ ไต่ขึ้นกราฟไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าลดลงมา 1-2 เซนติเมตรจะชี้ว่า เด็กไม่มีการเจริญเติบโต และต้องได้รับการตรวจสภาพร่างกายจากแพทย์ค่ะ • ลูกน้อยจะดูอวบอิ่มสุขภาพดีและคุณจะรู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อและไขมันของพวกเขาใต้ผิวหนัง เด็ก ๆ จะโตไวมากจากเสื้อผ้าไซส์เริ่มต้น 50 หรือ 60 คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้เลยว่าเสื้อผ้าจะไม่พอดีเหมือนเดิม ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ การเลี้ยงลูกด้วยนม • การให้นมลูก นั้นจะต้องเริ่มให้เร็วที่สุดตั้งแต่ลูกคลอด เพื่อช่วยให้ร่างกายคุณแม่ผลิตน้ำนมออกมา ซึ่งอาจใช้เวลาราว ๆ 3 วันหรือมากกว่านั้น และอาจนานถึง 6 สัปดาห์ เพื่อเตรียมให้ร่างกายพร้อมสำหรับการเลี้ยงดูลูกน้อย • องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วง 6 เดือนแรกและหลังจากนั้นก็ให้ลูกทานอาหารแข็งค่ะจนกว่าลูกจะมีอายุครบ 2 ขวบหรือมากกว่า แต่โดยปกติคุณแม่ก็สามารถให้นมลูกได้นานตามต้องการ ตราบใดที่คุณแม่และลูกน้อยมีความสุขค่ะ • การสะสมธาตุเหล็กของลูกน้อยมีแนวโน้มจะลดลงเมื่อพวกเขามีอายุประมาณ 6 เดือนและการได้ดื่มนมแม่เพียงอย่างเดียวทำให้ลูกน้อยไม่ได้รับแร่ธาตุสำคัญที่เพียงพอ ดังนั้นหลังอายุ เดือน คุณแม่อาจเริ่มทำอาหารบดหยาบมากขึ้นเพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่เพียงพอค่ะ • ทารกบางคนใช้เวลาเรียนรู้สักพักหลังเกิด เพื่อให้ดูดนมจากอกแม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะดีมากหากคุณพ่อคุณแม่ไม่ให้ลูกใช้จุกนมปลอมในช่วง 6 สัปดาห์แรก หรือ จนกว่าลูกจะหย่านมแม่ค่ะ • คุณแม่ที่ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ซึ่งป้องกันไม่ให้คุณแม่ถูกเลือกปฏิบัติค่ะ สถานที่ทำงานหลายแห่งมีระบบที่อนุญาตให้มีการหยุดพักเพื่อให้นมลูก ดังนั้นคุณแม่ต้องอย่ามองว่าการกลับไปทำงานคือเหตุผลที่ต้องหยุดให้นมลูก ลองคุยและตรวจสอบกับทางผู้จัดการว่าคุณแม่มีสิทธิ์หยุดพักเพื่อให้นมลูกหรือไม่ • การให้ความสนับสนุนและช่วยเหลือด้าน การให้นมลูก มีอยู่ทั่วไปค่ะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถปรึกษากับโรงพยาบาลเด็กใกล้บ้าน คลินิกนมแม่ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป กุมารแพทย์หรือสมาคมนมแม่ที่ให้การสนับสนุนในแต่ละครอบครัวค่ะ การให้นมแม่ไม่ยากเลยใช่มั้ยคะ คุณแม่จะรู้ว่าคุณประโยชน์ของนมแม่มีมากกว่าแค่ทำให้ลูกอิ่มท้องนะคะ ฮักกี้ส์ก็ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่รณรงค์ให้คุณแม่ให้นมลูกด้วยตัวเองนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ ทั้งนี้ ในกรณีที่คุณแม่มีน้ำนมไม่มากพอ ก็อย่าเสียใจหรือน้อยใจไปนะคะ เพราะเพียงแค่น้ำนมแม่ที่ไหลออกมาแค่หยดเดียวก็มีคุณค่าดั่งวัคซีนธรรมชาติที่จะช่วยป้องกันลูกน้อยจากเชื้อโรคต่างๆได้เป็นอย่างดีค่ะ ข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ Huggies

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 09/07/2021 09:35:12

    แนวทางป้องกันและแก้ไข การล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในที่ทำงาน

    สิ่งที่ควรกระทำเมื่อถูกล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ 1.ควรแต่งกายให้มิดชิดมีส่วนช่วยพ้นอันตรายจากสายตาและพฤติกรรมคุกคามทางเพศได้มาก แสดงออกทันทีว่า ไม่พอใจในการกระทำของผู้กระทำ และถอยห่างจากการล่วงละเมิดหรือคุกคาม ทางเพศนั้น 2.ส่งเสียงร้องเพื่อให้ผู้กระทำหยุดการกระทำ และเรียกผู้อื่นช่วย 3.บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยการบันทึกเสียงบันทึกภาพหรือถ่ายภาพ หรือvideoถ่ายclip (หากทำได้) 4.บันทึกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องเป็นลายลักษณ์อักษรทันทีที่เหตุการณ์วันเกิดขึ้นวลาและ โดยจดบันทึก สถานที่เกิดเหตุ คำบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสั้นๆชื่อของพยานๆและ/หรือบุคคลที่สามซึ่งถูกกล่าวถึง หรือ อยู่ในเหตุการณ์ 5.แจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นให้บุคคลที่ไว้ใจทราบทันที 6.หารือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนและแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้บังคับบัญชา บุคคลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วยตนเองเพื่อนร่วมงานเป็นที่ปรึกษาหรือร่วมไปเป็นเพื่อนก็ได้โดยอาจให้ 7.กรณีผู้ถูกกระทำอาย/กลัว อาจให้เพื่อนมาแจ้งแทนแต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ถูกกระทำ กระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างไม่เป็นทางการ การยุติปัญหาการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศจะใช้กระบวนการอย่างไม่เป็นทางการในการแก้ไขปัญหาเป็นลำดับแรก สิ่งที่ผู้ถูกล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศต้องดำเนินการ 1.ในกรณีที่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยตนเองได้ ให้พูด/เขียนถึงผู้กระทำเพื่อแจ้งให้ผู้กระ พฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับและร้องขอให้หยุดการกระทำ ผู้ถูกระทำอาจขอให้มีคนอยู่เป็นเพื่อนหรือในนามตนเองได้ 2.ในกรณีไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ให้ดำเนินการดังนี้ 2.1 ร้องขอความช่วยเหลือต่อผู้บังคับบัญชาของผู้กระทำ หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นและให้ ผู้บังคับบัญชาดำเนิค้นหกาข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน หากไม่ดำเนินการใด ๆ ถือว่า เป็นการละเลยต่อการ ปฏิบัติหน้าที่ 2.2 ร้องขอหน่วยงานที่รับผิดชอบให้มีบุคคลเป็นผู้ประสานงาน เพื่อช่วยเหลือจัดให้มีก หารือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางยุติอย่างไม่เป็นทางการ หรือผู้ไกล่เกลี่ยช่วย เรื่องดังกล่าวซึ่งมีกำหนดเวลา 15 วัน เช่นเดียวกัน

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 08/07/2021 09:18:08

    ความรู้เบื้องต้นทรัพย์สินทางปัญญา

    เครดิตจาก SURIC Silpakorn เครดิตภาพจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 08/07/2021 09:10:19

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 08/07/2021 09:04:18

    ทำไมเราต้องสนใจเรื่องลิขสิทธิ์รูปด้วย

    ทำไมเราต้องสนใจเรื่องลิขสิทธิ์รูปด้วย จาก Case Study ของบริษัทไทยบริษัทหนึ่ง ที่ใช้รูปจาก Google เล็ก ๆ นิดเดียว แล้วโดนฟ้องจากเว็บไซต์ขายรูปรายใหญ่ของต่างประเทศ Getty Image เป็นเงิน 8 แสนบาท จนเกือบทำให้บริษัทเจ๊งไป ก็น่าจะทำให้บริษัทไทยหลาย ๆ บริษัทตระหนักถึงเรื่องลิขสิทธิ์รูปมากขึ้น จะเห็นว่าพวกลิขสิทธิ์ของรูปก็ฟ้องกันโหดไม่ต่างกับ การใช้ Font ในเว็บไซต์ สักเท่าไร วันนี้ผมก็มีบทความดี ๆ เกี่ยวกับลิขสิทธิ์รูปในเว็บไซต์มาให้อ่านกันครับ เรื่องนี้สำคัญกับคนทำเว็บไซต์ทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟรีแลนซ์ ที่บางทีลูกค้าหารูปมาจากไหนไม่รู้ แล้วเราโดนฟ้องแทนครับ บทความนี้เรียบเรียงมาจากบทความ Copyright 101: The 10 Things to know about Imagery ของเว็บไซต์ Sitepoint ครับ ท่านใดถนัดอ่านภาษาอังกฤษก็สามารถแวะเข้าไปที่บทความต้นฉบับได้เลยครับผม 10 ข้อที่ทุกคนต้องรู้เกี่ยวกับลิขสิทธิ์รูปภาพในเว็บไซต์ ข้อ 1 : “ลิขสิทธิ์” คืออะไร ความคุ้มครองทางกฏหมายที่คุ้มครองผู้สร้างเนื้อหา (รูป, เพลง, วีดิโอ, งานเขียน etc.) จากการถูกผู้อื่นนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อ 2 : ลิขสิทธิ์จะได้มาตอนไหน ตั้งแต่วินาทีที่เนื้อหาถูกสร้างขึ้นมาก็ได้รับการคุ้มครองด้านลิขสิทธิ์แล้ว โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนตามกฏหมายก็ได้ ข้อ 3 : มีกฏหมายการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ใช้ได้ทั่วโลกมั้ย ไม่มี แต่ละประเทศมีกฏหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่แตกต่างกัน กฏหมายบางประเทศอาจจะสนับสนุนกับกฏหมายอีกประเทศได้ แต่สิ่งที่เหมือนกันทุกประเทศมีอยู่อย่างหนึ่งคือ : ถ้าคุณไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ คุณเอาเนื้อหานั้นไปใช้ไม่ได้ ข้อ 4 : ถ้าเราไม่รู้เรื่องกฏหมายลิขสิทธิ์เลย แล้วโดนฟ้อง ถือว่าผิดมั้ย อันนี้ไม่ใช่ข้ออ้างครับ ถึงแม้เราจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็มีความผิดทางกฏหมายอยู่ดี ข้อ 5 : ใครจะเป็นคนรับผิดชอบเมื่อมีการละเมิดลิขสิทธิ์ในเว็บไซต์ เจ้าของเว็บไซต์เป็นผู้รับผิดชอบ ถึงแม้ว่าเขาจะจ้างคนอื่นมาทำเว็บไซต์ให้ เจ้าของเว็บไซต์ก็จะเป็นคนแรกที่ต้องรับผิดชอบเมื่อมีการละเมิดลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ถ้าการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดจากตัวคนทำเว็บไซต์ เจ้าของเว็บไซต์ก็โยนความผิดไปที่คนทำเว็บไซต์ได้ ประเภทเนื้อหาที่กฏหมายไทยครอบคลุม มีดังนี้ (เรียบเรียงมาจากเว็บไซต์ Thailawonline) งานเขียน (หนังสือ, สิ่งพิมพ์, คำบรรยาย, โปรแกรมคอมพิวเตอร์? ฯลฯ) งานศิลปะ (ภาพวาด, รูปถ่าย, กราฟฟิก ฯลฯ) งานเสียง งานภาพยนต์ (รวมถึง การถ่ายทอดต่าง ๆ) งานแสดง (ผมสรุปมาจากที่อ่านร่างกฏหมายคร่าว ๆ ในเว็บไซต์อีกทีนะครับผม ซึ่งท่านใดมีความรู้ที่ถูกต้องกว่าสามารถแจ้งได้ครับ และท่านที่ต้องการความถูกต้อง 100% ทางกฏหมายแนะนำให้ปรึกษานักกฏหมายครับ) ข้อ 6 : ในการทำเว็บไซต์ สิ่งที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์คืออะไรบ้าง นำเนื้อหาจากเว็บไซต์ผู้อื่นมาลงในเว็บไซต์ตัวเอง โดยคุณสามารถอ้างอิงเป็นย่อหน้า / ประโยคได้ ถ้าคุณให้เครดิตคนเขียนต้นฉบับ และมีลิงค์ไปยังบทความต้นฉบับ นำเนื้อหาในสิ่งพิมพ์ออนไลน์ของผู้อื่น เช่น อีเมล มาลงในเว็บไซต์โดยไม่ได้รับอนุญาต Forward อีเมลของคนอื่นให้อีกคน โดยไม่ได้รับอนุญาต แก้ไขเนื้อหาของผู้อื่น ซึ่งเปลี่ยนความหมายไปจากเดิม ข้อนี้สำคัญที่สุดครับ การนำโลโก้, ไอคอน, รูป, วีดิโอ, เสียง จากเว็บไซต์อื่นมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อ 7 : ประเภทลิขสิทธิ์ที่เจอบ่อย ๆ มีอะไรบ้าง ทั้งหมดนี้เป็นรายละเอียดชื่อลิขสิทธิ์รูปภาพที่เราเจอบ่อย ๆ อ่านให้ละเอียดนะครับ! บางครั้งเราซื้อภาพถ่ายมาแล้วทำไมยังโดนฟ้องอีก คำตอบคือต้องดูรายละเอียดให้ชัดเจนว่าเขาเขียนอะไรเพิ่มเติมเป็นข้อยกเว้นหรือไม่ ต้องดูรายละเอียดลิขสิทธิ์และสัญญาบนเว็บไซต์ก่อนการซื้อให้ชัดเจน ว่าในนั้นเขียนอะไรเพิ่มเติมเป็นข้อยกเว้นหรือไม่ สำคัญมาก! ถ้าไม่อ่านถึงเราจะเสียเงินซื้อก็อาจจะโดนฟ้องตามหลังได้หากเราใช้งานผิดประเภทนะครับ Freeware – นำไปใช้ได้ฟรี และนำไปแชร์ต่อได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขหรือเอาไปขายต่อได้โดยไม่ได้รับอนุญาต Shareware – นำไปใช้ได้ฟรี แต่ถ้าจะใช้ในระยะยาวต้องบริจาคเงิน สามารถนำไปแชร์ได้แต่ต้องให้เครดิตทุกครั้งโดยไม่ต้องขออนุญาต Fair Use – สามารถนำไปใช้ได้เพื่อการศึกษาและเขียนวิจารณ์ โดยไม่ต้องขออนุญาต Creative Commons – นำไปใช้ได้ฟรี แต่ต้องอยู่ในกฏที่ลิขสิทธิ์กำหนดไว้ คุณต้องให้เครดิตเจ้าของเนื้อหาทุกครั้ง โดยเจ้าของเนื้อหาเป็นผู้กำหนดว่า อนุญาตให้แก้ไขมั้ย, บังคับให้คุณเอางานไปแก้แล้วต้องเป็นลิขสิทธิ์ Creative Commons เหมือนกันมั้ย, อนุญาตให้ใช้ในงานค้าขายมั้ย Editorial use: อนุญาตให้ใช้งานในบทความ, หนังสือพิมพ์, แม็กกาซีน, นิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์ Commercial use: อนุญาตให้ใช้ในงานเชิงพาณิชย์ ในสื่อโฆษณา เพื่อโปรโมตสินค้าและบริการของธุรกิจ เช่นนำไปใช้ทำโฆษณาบนโปสเตอร์ Public Domain เป็นลิขสิทธิ์ที่เราสามารถนำไปใช้ได้ฟรี โดยไม่ต้องขออนุญาต ครอบคลุมเนื้อหาพวกเรื่องที่เป็นความจริง (เช่น โลกเป็นทรงกลม / ทะเลสีฟ้า) , ไอเดีย, ขั้นตอนการทำงาน และยังครอบคลุมงานที่ลิขสิทธิ์หมดอายุไปแล้วด้วย (เช่น นิยายที่เก่ามาก ๆ ) หรืออย่างล่าสุดที่ฮิตกันคือโลโก้ของ NASA ที่คนเอาไปพิมพ์ขายบนเสื้อครับ Royalty-free หมายถึง ผู้ซื้อสามารถซื้อ License แบบ royalty-free จากเรา และสามารถใช้รูปของเราได้แบบไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดครั้งในการใช้งาน ใช้ได้เรื่อย ๆ เลยครับ ใน Shutterstock ได้บอกว่าหมายถึงวิธีการอนุญาตให้ใช้ภาพแบบได้ลิขสิทธิ์ในราคาเหมาจ่าย Rights-managed (Pay per use) หมายถึง เป็นลิขสิทธิ์ที่ไม่ใช่การซื้อขาดแบบ Royalty-free แต่มีข้อสัญญาที่แนบตามมาด้วย เช่น จะต้องจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือน, จ่ายเงินทุกครั้งที่ใช้รูปภาพนี้ ดูสัญญาตัวนี้ให้ละเอียดนะครับเพราะว่ามันจะมีข้อยกเว้นย่อย ๆ ตามมาเยอะมากหลังจากการซื้อ เช่น ห้ามนำภาพไปใช้ซ้ำ, ห้ามนำภาพไปตัดต่อเพิ่มเติมเพราะบางภาพมีรูปถ่ายของนางแบบ หรือห้ามนำภาพไปตีพิมพ์บนสินค้าเพื่อจำหน่ายซ้ำอย่างการพิมพ์เสื้อ ข้อ 8 : ถ้ากฏหมายมันยุ่งยากขนาดนี้ แล้วเราจะทำเว็บไซต์ที่มีรูปสวย ๆ ในเว็บไซต์ได้ยังไง มีหลายทางมากครับ มาดูกันว่าทำยังไงได้บ้าง A) สร้างมันขึ้นมาเองเลย เราทำกราฟฟิกเอง ถ่ายรูปเอง เขียนบทความเอง มันก็เป็นของเรา 100% ตามกฏหมายครับ นอกจากนั้นเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก็ช่วยให้เราทำเนื้อหาคุณภาพดีได้ง่ายขึ้น มีโปรแกรมทำกราฟฟิก โปรแกรมตกแต่งภาพที่สะดวกขึ้น ทำให้การทำเนื้อหาขึ้นมาเองไม่ยากจนเกินไป หรือถ้าทำไม่เป็น ก็มีหนังสือสอนมากมาย รวมถึงเนื้อหาฟรีบนอินเตอร์เน็ตที่จะช่วยให้เราเก่งขึ้นมาได้ นอกจากนั้นในระยะยาวเรายังสามารถขายรูปถ่ายของเราให้กับคนอื่นที่ไม่สนใจจะทำเองได้อีกด้วย B) ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์ ลองให้เวลาตัวเองเดือนละ 1 วันมาถ่ายรูป หาวันว่าง ๆ สักวันมาถ่ายรูปที่ต้องใช้บ่อย ๆ เช่น เครื่องคิดเลข, โทรศัพท์, มือถือ, ลำโพง, คนจับมือ, เงิน ฯลฯ รับรองว่าจะช่วยเบาเงิน และเบาแรงคุณในอนาคตได้อีกเยอะ รูปพวกนี้คนส่วนใหญ่มักจะซื้อจากในเว็บไซต์ขายรูปกัน ถ่ายเสร็จก็เอาไปขายได้นะครับ อ่านต่อเรื่องขายภาพออนไลน์ที่นี่นะครับ C) ติดต่อช่างถ่ายรูปโดยตรง คุณสามารถติดต่อกับช่างถ่ายภาพเพื่อขอรูปเค้ามาใช้ในเว็บไซต์ได้ครับ โดยแลกเปลี่ยนกับการให้เครดิตรูปเพื่อช่วยเผยแพร่เจ้าของผลงาน ซึ่งมีคนถ่ายรูปสวย ๆ ทั้งบน Instagram และเว็บไซต์ DeviantArt ที่จะอยากนำผลงานมาลงในเว็บไซต์ของคุณแลกกับเครดิต D) ซื้อจากเว็บไซต์ขายรูป (Stock Photo) อันนี้เป็นทางออกที่หลาย ๆ บริษัทเลือกใช้กันครับ เป็นการซื้อรูปมาจากเว็บไซต์ขายรูป ซึ่งจะทำให้เราสามารถเอารูปเหล่านั้นไปใช้บนเว็บไซต์ได้อย่างถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เราก็ยังมีโอกาสโดนฟ้องได้ ถ้าเว็บไซต์ที่เราซื้อรูปมาไม่ได้เอารูปนั้นมาขายอย่างถูกกฏหมาย ถ้าลองไปค้นดูจะพบว่ามีกรณีที่เว็บไซต์ขายรูปชื่อดัง อย่าง Getty Images หรือ Corbis โดนฟ้องจากเจ้าของรูปที่ไม่เคยเอารูปมาขาย แต่รูปกลับมาโผล่ในเว็บไซต์ให้คนอื่นเข้ามาซื้อได้ ข้อ 9 : ขนาดเว็บขายรูปยังมีปัญหาขนาดนี้ แล้วเราจะเชื่อใครดี ? จริง ๆ ถ้าจะบอกว่าอย่าเชื่อใครเลยก็ไม่ผิด แต่เราอาจมีโอกาสรอดมากขึ้นโดยทำสิ่งเหล่านี้ทุกครั้งที่มีการซื้อขายรูป: เก็บใบเสร็จ และใบเสนอราคาไว้ให้ดี ถ่ายภาพหน้าจอของ Terms of use, ข้อมูลลิขสิทธิ์, และเนื้อหาต่าง ๆ ที่บอกว่ารูปนี้มีลิขสิทธิ์แบบ “Royalty Free (ในไปใช้ทางการค้าได้)” อย่าลืมว่าแม้แต่เว็บแจกรูปฟรี ที่บอกว่ารูปพวกนี้เป็น Public Domain เอาไปใช้ยังไงก็ได้ ก็ยังมีโอกาสที่เค้าจะไปเอารูปจากเว็บขายรูปมาลง ซึ่งทำให้เราโดนฟ้องได้ เพราะฉะนั้นเวลาเจอรูปสวย ๆ ที่ฟรี หรือราคาถูกมาก ๆ ให้ระวังตัวกันไว้ให้ดีครับ ข้อ 10 : เรื่องสุดท้ายที่เราควรคำนึงถึงตอนทำเว็บไซต์ ระวังการใช้รูปถ่ายที่แถมมากับ Template เว็บไซต์ไว้ให้ดีครับ เพราะถึงคุณจะจ่ายเงินซื้อ Template มาใช้ สิ่งที่คุณซื้อคือ Code กับ Layout ของเว็บไซต์ ไม่ได้ซื้อรูป ลิขสิทธิ์ของรูปพวกนี้จะไม่ได้ให้กับคุณ หรือเว็บไซต์ใหม่ที่คุณจะสร้าง โดยส่วนใหญ่ลิขสิทธิ์รูปจะให้กับ “คนที่สร้าง Template” คนเดียวเท่านั้น และถูกใช้เพื่อสาธิตการวางเนื้อหาลงใน Template เท่านั้น อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจจะรู้สึกว่าการนำรูปถ่ายมาใช้ในเว็บไซต์นี่ยากเหลือเกิน ผมก็ขอสรุปเทคนิคการนำภาพมาใช้แบบสั้น ๆ ครับ: พยายามถ่ายรูปเอง หรือให้คนรู้จักถ่าย แต่ถ้าทำไม่ได้จริง ๆ ก็ให้เช็คดี ๆ ว่าภาพจากที่ใด ๆ ที่นำมาใช้มีลิขสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษร แม้แต่ Google Image ที่เดี๋ยวนี้ค้นหารูปแบบ Creative Commons ได้แล้ว ทางกูเกิ้ลเองก็ยังบอกว่า “เราไม่ได้การันตีว่ารูปเหล่านี้จะเป็น Public Domain จริง ๆ หรือเป็นลิขสิทธิ์อื่น” ข้อมูลจาก https://www.designil.com/image-photo-license-101.html เครดิตรูปภาพจาก มหาวิทยาลัยมหิดล

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 08/07/2021 09:03:19

    5 คำถามรู้ทันสื่อและโฆษณา

    ถ้าหากเราจะบอกคุณว่า “ชีวิตคุณถูกครอบงำด้วยสื่อ” คุณจะเชื่อหรือไม่ “วันนี้จะไปไหน จะดูหนังเรื่องอะไร จะไปกินอะไร ก็ต้องดูสื่อ” “ของที่เราเลือกซื้อ เพลงที่เราชอบฟัง ก็เพราะดูและฟังบ่อยๆจากสื่อ” “การที่จะรู้สึกว่าตัวเองดูดีหรือไม่ก็เทียบกับภาพในสื่ออีกนั่นแหละ” ทั้งที่สื่อก็สร้างมาคนอย่างเราๆ นี่ละ บางคนทำเป็นอาชีพ เพื่อให้คนดูเยอะๆ จะได้เงินมากๆ บางครั้งสื่ออาจมีการสร้างภาพให้ใหญ่ ไม่ว่าความจริงจะเล็กเพียงไร มีการใส่เนื้อหา สีสันให้น่าสนใจ จนบางครั้งลืมเนื้อหาที่จะสื่อ รวมถึงใช้เทคนิคสร้างภาพให้ดูสวยงามขึ้น สร้างความน่าเชื่อถือ หาพรีเซ็นเตอร์มาช่วยดึงดูด เพื่อเพิ่มมูลค่า หรือเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี จนบางครั้งละเลยความจริงและบางครั้งก็ผิดพลาดเพราะรีบนำเสนอ ไม่ได้ตรวจสอบให้แน่นอน ก่อนที่เราจะเชื่อสื่อ เรามาตั้งคำถาม 5 ข้อเพื่อเปิดมุมคิด สื่อนี้ใครทำ สื่อนี้ถูกนำเสนอด้วยวิธีใด สื่อนี้คนรับจะรับรู้แบบไหนได้บ้าง เพราะอะไร สื่อนี้นำเสนออะไร มีอะไรไม่ถูกนำเสนอบ้าง สื่อนี้หวังผลอะไร ถามให้ครบ 5 ข้อ แล้วค่อยตัดสินใจว่า สื่อที่รับอยู่นี้ “น่าเชื่อถือแค่ไหน ข้อมูลจาก มูลนิธิส่งเสริมสื่อเด็กและเยาวชน

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 08/07/2021 08:32:53

    เรียนลูกค้าทุกท่านเรื่องมาตรการป้องกันการติดเชื้อโควิด19

    ทางโรงงานขอความร่วมมือจากลูกค้าผู้มีอุปการคุณทุกท่านดังนี้ 1. ส่วมใส่หน้ากากอนามัย 2. สั่ง/สื่อสาร/โอน ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ 3. จำกัดพื้นที่ลูกค้า 2 จุด ออฟฟิศ และโกดัง 4. ขออนุญาตตรวจวัดอุณหภูมิทุกท่าน 5. ห่างกันสักพักนะจ๊ะ

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 22/03/2020 14:09:34

    ใหม่ โกคลีน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องซักผ้า ลดกลิ่นอับ ล้างคราบน้ำยา กำจัดสิ่งสกปรกในตัวเครื่อง

    ใหม่ โกคลีน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องซักผ้า ลดกลิ่นอับ ล้างคราบน้ำยา กำจัดสิ่งสกปรกในตัวเครื่อง

    สามารถใช้ได้ทั้งเครื่องฝาบนและฝาหน้า ขนาดสุดคุ้ม 450 มิลลิลิต 1 ขวด ทำความสะอาดได้ 2 ครั้ง ลดกลิ่นอับ คราบน้ำยา สิ่งสกปรกในตัวเครื่อง ง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอน

    โดย แอดมิน

    เมื่อ 06/12/2019 19:53:12

    โปรโมชั่น น้ำยาซักผ้า สีฟ้า (Haby Laundry plus) 1900 ml.

    ผลิตภัณฑ์ซักผ้า สูตรเข้มข้น ใช้น้อย ซักสะอาดถึงเส้นใย ให้กลิ่นหอมบนเนื้อผ้า ไม่ทิ้งคราบขาว หลังการซัก

    ราคาเพียง 180 บาท จากปกติ 200 บาท

    โดย patipan inthibal

    เมื่อ 21/11/2019 01:13:17